ภาษาสัตว์ Animals Language

ภาษาสัตว์ Animals Language

ถ้าเรานิยามว่าภาษาคือระบบการสื่อสาร สัตว์อย่างอื่นก็สื่อสารกันได้ จึงเกิดปัญหาว่าการที่สัตว์ติดต่อสื่อสารกันได้นั้นเราจะถือว่าเป็นภาษาสัตว์ Animals Language  หรือไม่ ในด้านของภาษาจะต้องออกมาบอกให้ได้ว่า คุณลักษณะสำคัญของภาษานั้น มีอะไรบ้าง เพื่อจะได้ชี้ชัดลงไปว่าลักษณะการสื่อสารของสัตว์เป็นภาษาหรือไม่

Animals Language เป็นอย่างไร

สิ่งแรกที่เราควรพิจารณ  คือ เสียง  เสียงมีความสำคัญต่อภาษาเพียงไร ถ้าเราให้ความสำคัญของเสียงมากเกินไป ก็จะทำให้เราต้องรับเสียงนกแก้ว นกขุนทอง เป็นภาษา เพราะมันเลียนเสียงมนุษย์ได้ แต่เสียงต่าง ๆ นั้นไม่มีความหมายสำหรับนกแก้ว นกขุนทองเลย นกแก้ว นกขุนทอง สร้างประโยดขึ้นเองไม่ได้ แม้จะสามารถพูดว่า แม่จำขอข้าวกินหน่อย พอรู้จักคำว่ากล้วย มันก็พูดว่า แม่จำขอกล้วยกินหน่อยไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเราพบว่า คนหูตึงมาแต่กำเนิดไม่ได้ยินเสียง แต่ถ้าฝึกเขาให้พูดอย่างถูกวิธีเขาก็ออกเสียงได้ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ยิน หลายคนคงเดยได้ยินคำว่า ภาษใบ้ (sign language) ก็ไม่ต้องใช้เสียง ฉะนั้นการจะถือว่าเสียงเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นที่สุดของภาษาก็อาจจะต้องจำกัดเฉพาะภาษามนุษย์เท่านั้น

 ระบบในการสื่อสาร ความหมายที่ได้มาจากการสื่อสาร ความสร้างสรรค์ในการสื่อความหมายอะไร ก็ได้ที่ต้องการจะพูดจะบอกได้อย่างไม่มีขีดจำกัด น่าจะเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของภาษา ฉะนั้นจึงน่าที่จะศึกษาดูว่าความสามารถดังกล่าวปรากฏในสัตว์ เช่น ผึ้ง นก ปลาโลมา ลิง ชิมแปนซี หรือไม่

ยกตัวอย่าง การสื่อสารของสัตว์

ผึ้ง

จากการสังเกตและการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของผึ้งพบว่าแตกต่างไปจากสัตว์อื่นเช่น ไก่ จะออกเสียงกุ๊ก ๆ เพื่อเรียกตัวเมียมากินอาหารหรือกระต๊าก เมื่อวางไช่ หรือปูซูก้าม เพื่อบอกปูตัวอื่นว่าภัยมา  แต่สำหรับผึ้งพันธุ์ยุโรปซึ่ง von Frisch (1967)พบว่าผึ้งสื่อสารกันด้วยการเต้นบนรวงผึ้ง ตัวอย่างเช่น

  • เต้นเป็นวงกลมเมื่อผึ้งสอดแนมออกไปพบแหล่งน้ำหวานจะกลับมาที่รวงผึ้ง แล้วเริ่มเต้นเป็นวงกลมวนจากซ้ายไปขวา (หรือขวาไปซ้ายก็ได้เมื่อครบรอบวงแล้วจะหมูนตัวกลับเต้นจากขวาไปซ้าย ระหว่างที่เต้นก็จะหยุดเป็นระยะเพื่อเอาตัวอย่างน้ำหวาน และกลิ่นเกสรดอกไม้ส่งให้ผึ้งตัวอื่นได้ลอง การเต้นเป็นวงกลมแสดงว่าแหล่งน้ำหวานอยู่ห่างไม่เกิน 10 เมตร ความกระฉบับกระเฉงในการเต้นแสดงว่าแหล่งน้ำหวานมีปริมาณมากหรือน้อย

นก

จากการศึกษาของ Thorpe เกี่ยวกับนกพบว่าการสื่อสารของนกมี 2 แบบคือ การเรียก และการร้องเพลง นอกเหนือจากการเต้นหรือแพนหาง

  • การเรียกมักจะใช้การร้องครั้งเดียว หรือหลายครั้งแต่เป็นเสียงเดียวกัน เช่น การเรียกเพื่อออกหากิน การเรียกบอกแหล่งศัตรูและการเรียกให้ระวังภัยจากอากาศ  นกกระจอกฝูงหนึ่งอาจจะมีถึง 100 ตัว ก็มีวิธีเรียกเกี่ยวกับการบินออกหากินอยู่3 อย่าง คือ ก่อนออกบิน ระหว่างบิน ระหว่างพาอาหารและก่อนกลับเข้ารัง ทั้งนี้ เพื่อ เป็นสัญญาณซึ่งกันและกัน
  • การร้องเพลง นกตัวผู้มักจะร้องเพลงเพื่อเรียกความสนใจของนกตัวเมีย หรือร้องเพลงเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของในขอบเขตอาณาจักรที่ตัวยึดครองอยู่

ปลาโลมา

ปลาชนิดนี้ มีมันสมองขนาดเท่ามันสมองคน เปลือกนอกของสมองก็มีลักษณะย่น คือ มีทั้งรอยนูนและรอยบุ๋มอย่างสมองมนุษย์ แต่สมองปลาโลมานั้นไม่ซับซ้อนเท่าสมองกระต่ายด้วยซ้ำไป มีเชลล์ประสาทไม่มากนัก แต่ปลาโลมาก็สื่อสารกันด้วยเสียง

 แต่เสียงที่ปลาโลมาส่งออกไปมีได้ใช้สื่อสารกับปลาโลมาตัวอื่น แต่ใช้เป็นเรดาร์เพื่อทดสอบว่ามีวัตถุอะไรขวางหน้าบ้าง  แบบเดียวกับการสงเรดาร์ของค้างคาว แต่ปลาโลมาก็มีการส่งเสียงคล้ายเสียงนกหวีด และเสียงหวีดร้องที่ใช้แสดงอารมณ์ เช่น เสียงหวีดร้องต่ำ ๆ แสดงความไม่พอใจ และขณะเดียวกันก็ใช้เป็นเสียงเรียกคู่ของตัวผู้

 

จากการทดลองและศึกษาจากสัตว์ประเภทต่าง ๆ พบว่า ระบบสื่อสารของสัตว์อยู่ในวงจำกัด  ผิดกับภาษามนุษย์ ความพยายามที่จะสอนลิงที่เชื่อกันว่าฉลาดเทียมมนุษย์ให้เข้าใจภาษาก็ไม่ประสพความสำเร็จ จึงทำให้สรุปได้ว่าระบบภาษาที่ซับซ้อนอันประกอบด้วยประโยคจำนวนอนันต์นี้เป็นลักษณะเฉพาะมนุษย์เท่านั้น

 

หากต้องการอ่านเรื่องอื่นๆเพิ่มเติม คลิกที่นี่

หรือ ที่นี่

Posted on